/ Philosophy

“เอเจนซี่นี้เกิดมาทำไม? ต่างกับคนอื่นยังไง? Culture ของเราคืออะไร? และทำไมถึงยังอยากจะให้มันคงอยู่ต่อไป?”

ส่วนที่ยากที่สุดของคอนเท้นท์บนเวปนี้สำหรับเราก็คงเป็นส่วนนี้ หลายคนคงบอกว่ามันไม่ได้เป็นส่วนที่คนสนใจนักหรอกเพราะถ้าเป็นลูกค้าก็คงเข้ามาดูผลงาน ถ้าเป็นคนหางานก็คงเข้ามาดูว่ามีตำแหน่งอะไรที่น่าสนใจ และบริษัททำอะไรมาบ้าง แต่จริงๆ แล้วหน้านี้ที่ตั้งใจทำขึ้นมา เพื่ออยากจะตอบคำถามที่เขียนไว้ข้างต้น

1) เอเจนซี่นี้เกิดมาทำไม?

จุดเริ่มต้นจริงๆ คือเมื่อหลายปีก่อนเริ่มมีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดมากขึ้น เอเจนซี่หลักๆ หลายเจ้าเริ่มทำส่วนนี้ แต่ส่วนตัวคือยังไม่มีในสิ่งที่เรามองหา เราจึงคุยกันและก็บอกว่า ถ้าเราหาคนที่มาทำที่เราต้องการไม่ได้ เราก็เปิดเองเลยละกัน จะได้ทดลองทำในส่ิงที่เราอยากทำ และเราเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้ลูกค้าได้ เราอยากทำงานให้มีคุณภาพ เราอยากให้เอเจนซี่เราทำงานโดยที่เราสร้างแบรนด์ไปพร้อมกับลูกค้า นั่นเลยสะท้อนหลายๆ อย่างว่าทำไมเราถึงกลายมาเป็น Boutique Agency – เอเจนซี่ขนาดเล็กที่ทำกับลูกค้าจำนวนไม่มากราย แต่ลงลึกและมีความเฉพาะทาง เรากล้าพูดได้เต็มปากว่า เอเจนซี่เราทำแบรนด์ไหน เราจะให้ทีมทุกคนที่ทำแบรนด์นั้นเข้าใจแบรนด์อย่างลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราไม่ได้เปลี่ยนทีมทุกครั้งที่ทำเราจะมีทีมเฉพาะที่ทำและเข้าใจ เพราะการเข้าใจแบรนด์ไม่ได้ใช้เวลาแค่เดือนสองเดือน ลูกค้าอ่านมาถึงตอนนี้อาจจะชอบ แต่คนที่อยากมาทำงานที่นี่อาจจะมีข้อสงสัยว่า อ้าวแล้วเราจะเก่งได้ไงถ้าทำแค่ไม่กี่แบรนด์ เราขอตอบเลยว่า ลูกค้าที่ทำงานกับเรา เป็นลูกค้าที่อยากจะก้าวไปข้างหน้า ทุกสิ่งที่ทำในแต่ละครั้งแม้จะเป็นแบรนด์เดิมแต่เราไม่เคยทำงานซ้ำหรือคิดเหมือนเดิมได้เลย โลกมันไปเร็วเกินกว่าที่เราจะช้า การทำหลายๆสิ่งให้ดีอาจจะยาก แต่การทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นในทุกๆ ครั้งนั้นยากกว่าเพราะเราต้องรับผลของสิ่งที่เราเคยทำ… ถ้าเราทำให้แบรนด์ไว้ไม่ดีไม่รอบคอบ การที่จะพาแบรนด์ไปต่อก็ยากกว่าเดิม มันเป็นการพิสูจน์ฝีมือของทีมที่ชัดเจน นอกจากนี้ เอเจนซี่เราเกิดมาเพิ่มช่วยแก้ปัญหาและพาแบรนด์ไปข้างหน้า เราไม่ต้องรอบรีฟอย่างเดียว ถ้าเราเห็นอะไรที่เป็นโอกาส เราก็สามารถที่จะเสนอได้ ทดลองได้ และเราสนับสนุนให้ทีมทุกคนนำเสนอสิ่งใหม่ แม้ลูกค้าไม่ซื้ออย่างน้อยเราก็ได้ฝึกคิด ถ้ามันดีเราก็จะขายไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกค้าจะซื้อ…. สรุปง่ายๆ ก็คงเป็นเอเจนซี่เราเกิดมาเพื่อใช้ความคิด ความสร้างสรรค์ การทดลอง เพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้านำพาแบรนด์ไปถึงเป้าหมาย

2) เอเจนซี่เราต่างกับคนอื่นยังไง?

สิ่งที่ต่างกันชัดๆ ก็คงเป็นเราสร้างความหมายของเราเอง เราไม่ได้ยึดจากบรรทัดฐานที่มีอยู่ เราคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเอเจนซี่ที่ทำงานให้ลูกค้าได้ดีที่สุด และลูกน้องเราจะเติบโตอย่างแข็งแรงที่สุด ก็ต้องบอกว่าเราไม่คิดแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่เราเปิด เพราะตอนเราเปิดเราก็คิดว่าการมีตำแหน่งแบบปกติทั่วๆ ไป ก็น่าจะทำงานได้ เรามีเออี มีครีเอทีฟ มีแพลนเนอร์ แต่พอเราทำมาสักพัก เราพบว่าปัญหาของการทำงานคือ คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด การแก้ปัญหามันไม่จบและมันอาจยิ่งสร้างปัญหาและเสียเวลาทั้งเราและลูกค้า เราจึงปรับโครงสร้างใหม่ เรามีแค่แพลนเนอร์ ครีเอทีฟ และดีไซน์เนอร์ ทุกคนต้องรับบรีฟร่วมกัน คิดไอเดียและรับผิดชอบด้วยกัน และเมื่อถึงเวลาลงมือทำทุกคนต้องทำในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา เมื่อจบต้องเอาผลและการเรียนรู้ที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นมาคุยกัน เราจะไม่ทำงานเหมือนโรงงานที่ทำกันเป็นชิ้นๆ เมื่อประกอบกันก็ยกให้ใครไปจัดการที่เหลือ เอเจนซี่เราจึงต้องการเวลามากกว่าเอเจนซี่อื่น ลูกค้าบางคนก็บอกว่าเราทำงานช้า สั่งปุ๊ปเอาปั๊บไม่ได้ ซึ่งเราก็จะบอกว่าไม่ได้ เพราะเราเชื่อว่าทุกกระบวนการคิดต้องมีการตกตะกอน มองหาจุดบอดและจุดต่าง ถึงจะได้งานที่มีคุณภาพ ต้องมีที่มาที่ไปว่าทำไปเพื่ออะไร ลูกค้าที่ทำงานกับเราก็จะชินว่าเราจะมีการถกบรีฟกันนานมาก คุยเรื่อง Objective และ Target กันเยอะมาก รวมถึง KPI ว่าต้องการอะไรจากการทำสิ่งนี้กันอย่างลึกซึ้ง จริงๆ สำหรับเรามันเป็นประโยชน์ของลูกค้า เพราะถ้าเราเป็นเอเจนซี่ที่แค่ทำงานให้จบ รับเงินแล้วสุดท้ายผลเป็นยังไงก็เรื่องของลูกค้า เราก็ทำได้นะแต่เมื่อถามตัวเองว่าทำไปทำไม แล้วเราย้อนกลับดูข้อแรกว่าเอเจนซี่เราเกิดมาเพื่ออะไร เราจึงเลือกที่จะสู้และทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นและแก้ปัญหาไปด้วยกัน ทุกอย่างก็มีสองด้านเสมอ เราต้องบอกก่อนว่าเราเป็นเอเจนซี่ที่พูดตรงๆ อะไรที่เราคิดว่าดีหรือไม่ดีเราก็จะบอก และสุดท้ายลูกค้าเป็นคนตัดสินใจ และเราเป็นเอเจนซี่ที่ลูกค้าให้ฟีดแบ็คว่า ดื้อและทำงานด้วยยาก…. แต่ก็เป็นเอเจนซี่ที่กลับมาพร้อมกับการแก้ปัญหาได้ในแทบทุกครั้ง และเราจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นในทุกๆ ครั้ง นอกจากนี้เราเชื่อเรื่องการเรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่ เราจึงมักมีชั่วโมงเรียนรู้และทุกคนต้องเรียนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ตาม จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นแต่ละบุคคล แต่เราเชื่อว่าทุกอย่างที่เรารู้มากขึ้นที่เกี่ยวข้องกับสายงานย่อมมีประโยชน์เสมอ เปิดใจ เปิดหู เปิดตา และเราก็จะเปิดโลก เปิดโอกาสใหม่ๆ

3) Culture ของเราคืออะไร?

ถูกต้องมาก่อนถูกใจเสมอ…. เอเจนซี่คือคนที่รับเงินลูกค้าเพื่อสร้างสิ่งที่แก้ปัญหาให้ลูกค้า เราไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเองแต่เราทำงานที่ตอบโจทย์ นี่คือโลกความจริง เราจะให้ความสำคัญกับ Creative that works เพราะหลายครั้ง ความ WOW มันไม่ WORK… ดังนั้นจงทำสิ่งที่ WORK และมีความ WOW…. ที่นี่เราเลือกที่จะพูดความจริง พูดกันตรงๆเพื่อแก้ปัญหา มากกว่าการอ้อมค้อมไปมาแล้วไม่เกิดประโยชน์ หลายคนอาจคิดว่ามันแรงหรือป่าว จริงๆ สำหรับที่นี่เราเรียกมันว่า Professional Work

เราไม่ทำงานแบบเป็นครอบครัวเดียวกัน เราทำงานแบบทีมฟุตบอล…. เพราะเราเชื่อเรื่องความถนัดเฉพาะตัว เราไม่ต้องการให้ทุกคนเก่งแบบเหมือนๆ กัน เราอยากให้ทุกคนเก่งและมีความถนัดเฉพาะตัว แต่เมื่อมาเล่นเป็นทีมแล้วความถนัดนั้นจะเกื้อกูลกัน เราไม่ทำงานเป็นครอบครัวเพราะเราจะรักษาน้ำใจกันมากเกินไปจนบางครั้งทำให้คนนั้นไม่พัฒนาไปได้ และจะกลายเป็นทำเพื่อถูกใจมากกว่าถูกต้อง แต่ถ้าเราเป็นทีมฟุตบอล ทุกคนมีตำแหน่งของตัวเองที่ต้องพัฒนา ต้องเก่งขึ้น หรือบางครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ก็ต้องปรับตัวลงไปช่วยเกื้อกูลในตำแหน่งที่ใกล้เคียงเพื่อจะบรรลุเป้าหมาย การมองภาพรวมและความเก่งรอบด้านก็จะเป็นสิ่งที่แต่ละคนพยายามค้นหา นอกจากนี้ผู้จัดการทีมที่ดีก็ต้องทำให้คุณค่าของแต่ละตำแหน่งมากขึ้นในทุกๆ เกมส์

ทำสิ่งใหม่มักจะยากกว่าเสมอ จงหลงรักความลำบาก…. การทำในสิ่งที่คนอื่นเคยทำมาแล้วมันง่าย การทำแบบทีมีขั้นตอนหรือแบบแผนตายตัวแล้วเติมคำในช่องว่างก็อาจจะไม่ยากนัก แต่เราอยู่ในวงการของการใช้ไอเดียในการแก้ปัญหา และโลกของผู้บริโภคหรือแม้แต่ตัวเราเองยังเปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว เทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ดังนั้นการทำสิ่งใหม่ การมองมุมใหม่ การตีความใหม่ เป็นสิ่งที่จำเป็น การเรียนรู้ว่ายากแล้วการเอามาใช้จริงให้เกิดผลนั้นยิ่งยากกว่า การต้องไปเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายเพื่อให้มันเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ถ้าเราทำแบบเดิมเราก็จะได้ผลแบบเดิม เราก็จะได้วิธีคิดแบบเดิมการเรียนรู้แบบเดิม ที่นี่เรามีความเชื่อว่า “ผลงานคือศักดิ์ศรีของเรา ของรายบุคคลไม่ใช่แค่ของบริษัท” จงสร้างงานที่บอกคุณภาพของตัวเอง จงหลงรักความลำบากเพื่อทำงานให้ดีขึ้น ทุกคนที่เก่งหรือประสบความสำเร็จ ต้องผ่านความลำบาก เพราะถ้ามันง่ายทุกคนทำได้ แล้วเราจะภูมิใจจริงๆ เหรอเมื่อเราทำได้… ลองหลงรักความลำบากดู แล้วคุณจะรู้ว่ามันคุ้มค่าเสมอ

การถูกปฏิเสธไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ใครตาย….. แต่มันคือเรื่องที่ดีสำหรับทุกคน อันนี้เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับบรรทัดฐานของโลกมาก เพราะตั้งแต่ทุกคนโตมาก็มันกจะถูกสอนว่า การถูกปฏิเสธเป็นเรื่องแย่ เรื่องเลวร้าย เรื่องที่สะท้อนว่าคุณค่าของเราลดลง แต่อยากจะบอกว่าโลกของเอเจนซี่คือการถูกปฏิเสธ 95% เป็นเรื่องธรรมดา มันจะลดน้อยลงเมื่อคุณมีประสบการณ์หรือความสามารถที่มากขึ้น สำหรับหลายๆคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือทำงานมาไม่นานจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดและเหมือนไม่เดินหน้า แต่นั่นมันคือมุมมองของตัวคุณเองคนเดียว ถ้าคุณทำงานเรื่องเดิมและถูกปฎิเสธสิ่งเดิมๆ เพราะคุณคิดแต่แบบเดิมๆ นั่นต่างหากถึงจะเป็นปัญหา มันแสดงว่าคุณไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากการถูกปฎิเสธ แต่ถ้าคุณคิดหลากหลาย มีไอเดียมาเสนอมากมาย พยายามทดลองสิ่งใหม่ แล้วมันไม่เวิร์คแล้วถูกปฎิเสธ นั่นแปลว่าคุณกำลังอยู่ในกระบวนการของการเรียนรู้และใช้ความคิด… เรามักจะบอกทีมเสมอว่าตอนคิดคือตอนที่สนุกที่สุด เพราะไม่มีใครมาฆ่าไอเดียเราได้ เป็นช่วงเวลาที่เราได้ใช้สมองและฝีมือ จงสนุกกับมันให้สุด อย่าไปคิดว่าจะขายได้หรือไม่ได้ คิดให้สุดก่อน ขายไม่ได้ก็ถือว่าอย่างน้อยก็ได้คิด ยังไม่เหมาะกับงานนี้ ก็อาจจะมีงานอื่นที่มันเหมาะ ฝึกพลิกแพลง ฝึกเหลาไอเดีย ฝึกตอบคำถาม ฝึกพรีเซ้นท์ คุณได้ฝึกหลายอย่างมากจากการถูกปฎิเสธ…. จงสนุกที่จะเรียนรู้กับวิธีคิดและการแก้ปัญหาใหม่ๆ นอกจากการยอมรับการถูกปฎิเสธแล้ว เราก็บอกทีมให้รู้จักกล้าที่จะปฎิเสธ เหมือนจะง่ายแต่มันไม่ง่ายเลยนะ เพราะถ้าคุณจะปฎิเสธไอเดียหรืองานของใครสักคนแสดงว่าคุณต้องมีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทำให้เค้ายอมรับได้ และยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมทำงานต่อเพื่อได้คุณภาพที่ดีขึ้นด้วย

4) ทำไมถึงอยากให้มันคงอยู่ต่อไป?

เราเชื่อว่าถ้าลูกค้าเราเติบโต เราก็จะเติบโตด้วย ถ้าเอเจนซี่เรายังคงอยู่นั่นหมายความว่าลูกค้าที่ทำงานกับเราเติบโต 😉

“เราอาจไม่ได้เป็นเอเจนซี่ที่ใหญ่ที่สุด ดังที่สุด หรือได้รางวัลมากที่สุด แต่เราจะเป็นเอเจนซี่นักทดลองที่ใส่ใจเรื่องการเรียนรู้และพัฒนาไปกับลูกค้าและลูกทีมให้มากที่สุด…. ”